ปี 2567 เราลองสกัดกลิ่นดอกซ่อนกลิ่นด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดเท่าที่คนทั่วไปทำได้ คือแช่ดอกในแอลกอฮอล์ ครั้งละ 1 กิโลกรัม เปลี่ยนดอกใหม่ทุกสัปดาห์ ทำซ้ำ 4 รอบ แล้วบ่มต่ออีก 6 เดือน
สิ่งที่ได้กลับมาคือกลิ่นแอลกอฮอล์
บทความนี้คือบันทึกว่าเราทำอะไรไปบ้าง และสามเหตุผลที่เราเพิ่งเข้าใจทีหลังว่าทำไมมันถึงไม่สำเร็จ
คำถามที่เราไม่ค่อยกล้าตอบ
ทุกครั้งที่ไปอบรมคอร์สเกี่ยวกับธุรกิจ เพื่อนหรืออาจารย์มักจะถามคำถามเดียวกันเสมอ
“ทำไมถึงมาทำ AROMAYU?”
จริง ๆ เราไม่ค่อยกล้าตอบ เพราะคำตอบของเราคือ อยากเพิ่มมูลค่าให้พืชเกษตรของไทย เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น
ฟังแล้วมันดูยิ่งใหญ่ และไกลตัวเรามาก
แต่เรื่องมันเริ่มจากตรงนั้นจริง ๆ

ก่อนทำ AROMAYU เราเป็น Project Manager ของโครงการพัฒนาแอปพลิเคชันบริหารจัดการฟาร์ม หน้าที่คือลงพื้นที่ไปเก็บ Requirement จากเกษตรกร แล้วนำกลับมาคุยกับ Developer
เราไม่ได้ไปถามว่าเขาอยากได้ฟังก์ชันอะไร แต่ลงไปดูว่าเขาทำงานกันอย่างไร ตั้งแต่ปรุงดิน เพาะเมล็ด นำกล้าลงแปลง ฉีดน้ำหมัก เก็บเกี่ยว ไปจนถึงการตัดแต่งและแพ็กผลผลิตที่สหกรณ์
ยิ่งลงพื้นที่บ่อย เรายิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่เกษตรกรต้องการมากกว่าแอปพลิเคชัน คือการทำให้ผลผลิตที่มีอยู่แล้วสร้างมูลค่าได้มากขึ้น
เพราะพอถึงช่วงที่ผลผลิตออกมามากกว่าความต้องการ ราคาก็ตก บางครั้งของเหลือจนต้องเอาไปแจกวัดหรือโรงเรียน
คำถามหนึ่งเลยติดอยู่ในหัวเรา — เราจะทำอย่างไรให้พืชที่ปลูกอยู่แล้ว สร้างมูลค่าได้มากกว่านี้
ทำไมกลิ่นจากดอกซ่อนกลิ่นถึงมีมูลค่าสูง
เราเริ่มค้นว่ามีพืชอะไรบ้างที่นำมาแปรรูปแล้วเพิ่มมูลค่าได้ จนไปเจอ ดอกซ่อนกลิ่น (Tuberose, Polianthes tuberosa L.)
ข้อมูลที่เราอ่านเจอตอนนั้นบอกว่า สารหอมจากดอกซ่อนกลิ่นมีมูลค่าสูงถึงระดับหลักล้านบาทต่อลิตร
ตัวเลขนั้นเองที่ทำให้เราหยุดอ่าน แล้วคิดต่อว่า ถ้าเราสกัดกลิ่นดอกซ่อนกลิ่นออกมาได้ล่ะ
พอค้นลึกลงไปอีก เราถึงเข้าใจว่าทำไมมันถึงแพง
ในอุตสาหกรรมน้ำหอม สารสกัดจากดอกซ่อนกลิ่น 1 กิโลกรัม ต้องใช้ดอกสดจำนวนมหาศาล แหล่งข้อมูลไทยระบุไว้ที่ประมาณ 3,600 กิโลกรัม (เทคโนโลยีชาวบ้าน) ขณะที่แหล่งข้อมูลด้านน้ำหอมสากลระบุไว้สูงกว่านั้น คือราว 6,000 ถึง 8,000 กิโลกรัม (Première Peau) ตัวเลขต่างกันตามวิธีสกัดและแหล่งอ้างอิง แต่ทั้งสองตัวเลขบอกเรื่องเดียวกัน
ในประเทศไทยเองก็มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปรียบเทียบการสกัดน้ำมันดอกซ่อนกลิ่นทั้งด้วยไขมันแบบเย็นและร้อน รวมถึงตัวทำละลายอย่างเฮกเซนและปิโตรเลียมอีเทอร์ และพบว่าแต่ละวิธีให้ปริมาณและลักษณะกลิ่นแตกต่างกัน
ตอนนั้นเรายังไม่ได้อ่านงานวิจัยพวกนี้ เราแค่รู้ว่าดอกไม้ชนิดนี้มีค่า และอยากรู้ว่าเขาปลูกกันอย่างไร
เดินทางไปขอนแก่นเพื่อดูแปลงจริง

เราขึ้นไปขอนแก่นเพื่อดูแปลงปลูกด้วยตาตัวเอง และเรียนวิธีปลูกจากเจ้าของสวน
ดอกซ่อนกลิ่นเป็นไม้หัวใต้ดิน ขึ้นเป็นกอ สูงไม่เกินครึ่งเมตร ออกดอกได้ตลอดปีถ้าดูแลดี และขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ
เราซื้อหน่อกลับมา 50 หน่อ เพื่อทดลองปลูกเองที่บ้าน
ตรงนี้ขอแยกให้ชัด เพราะเป็นคนละเรื่องกัน — หน่อ 50 หน่อคือการทดลองปลูกระยะยาว ส่วนดอกที่เรานำมาทดลองสกัดกลิ่นทีหลัง เราสั่งจากสวนที่ขอนแก่นแห่งนี้อีกที ไม่ได้เก็บจากต้นที่บ้าน เพราะกว่าต้นจะโตพอให้ดอกได้ก็ต้องใช้เวลาอีกนาน
ดอกซ่อนกลิ่นหอมที่สุดตอนไหน

ระหว่างอยู่ที่สวน เจ้าของสวนบอกเราประโยคหนึ่งที่ตอนนั้นเราฟังผ่าน ๆ
ดอกซ่อนกลิ่นจะหอมที่สุดช่วงเย็น ประมาณห้าโมง
เขาเล่าต่อว่าเคยไปเรียนการปรุงน้ำหอมจากดอกซ่อนกลิ่นมา และแนะนำวิธีเก็บกลิ่นด้วยการแช่แอลกอฮอล์ให้เรา พร้อมบอกสถานที่เรียนปรุงน้ำหอมไทย
หลายเดือนต่อมา ตอนที่เราเริ่มอ่านเอกสารด้านน้ำหอมของต่างประเทศ เราถึงเจอว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความรู้เฉพาะถิ่น
ในกระบวนการผลิตสารสกัดดอกซ่อนกลิ่นระดับอุตสาหกรรม ดอกจะถูกเก็บด้วยมือในช่วงรุ่งสางหรือพลบค่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่ดอกปล่อยกลิ่นสูงสุด และต้องเข้าสู่กระบวนการภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเก็บ
เจ้าของสวนที่ขอนแก่นบอกเราเรื่องเดียวกัน โดยไม่ได้อ้างตำราเล่มไหน
เมื่อเราเริ่มทดลองสกัดกลิ่นดอกซ่อนกลิ่น

เราสั่งดอกซ่อนกลิ่นจากสวนมาทดลองด้วยตัวเอง ครั้งละ 1 กิโลกรัม
พอดอกมาถึง เราคัดดอกที่ช้ำและเน่าเสียออก แล้วนำดอกที่เหลือมาแช่ในแอลกอฮอล์ให้ท่วม
ทุก ๆ หนึ่งสัปดาห์ เราเอาดอกชุดเก่าออก แล้วใส่ดอกชุดใหม่ลงไปแทน เพื่อให้แอลกอฮอล์รับกลิ่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เราทำแบบนี้ต่อเนื่องทั้งหมด 4 รอบ รวมดอกที่ใช้ไปทั้งการทดลอง 4 กิโลกรัม
รอบสุดท้าย เราเอาดอกออกจนหมด ปิดภาชนะให้สนิท แล้วเก็บไว้ในที่มืดอีก 6 เดือน
ระหว่างรอ เราไปเรียนการปรุงน้ำหอมไทยตามที่เจ้าของสวนแนะนำ
แช่ 6 เดือนแล้วได้กลิ่นอะไรกลับมา

หกเดือนผ่านไป เราเปิดฝาภาชนะ
กลิ่นแรกที่ขึ้นมาคือแอลกอฮอล์
เราดมอีกครั้ง แล้วอีกครั้ง พยายามหาอะไรก็ตามที่ยังเหลืออยู่จากดอกไม้ที่เปลี่ยนมาแล้ว 4 ชุด
ไม่มี
เราเก็บไว้ต่ออีกระยะหนึ่ง เผื่อว่าเวลาจะช่วยได้ แต่กลิ่นที่เราอยากได้ก็ไม่เคยปรากฏออกมา
ทำไมการทดลองครั้งนั้นถึงไม่สำเร็จ
ตอนเริ่มต้น เราเข้าใจแค่ว่าดอกไม้มีกลิ่นหอม ถ้าเอาไปแช่ในแอลกอฮอล์ กลิ่นก็น่าจะถูกเก็บไว้ในของเหลวได้
พอลงมือทำจริงและกลับไปหาข้อมูลเพิ่ม เราเจอเหตุผลสามข้อ
ข้อแรก การแช่แอลกอฮอล์กับการสกัดของจริงเป็นคนละกระบวนการ
การผลิตสารสกัดดอกซ่อนกลิ่นในอุตสาหกรรมใช้ตัวทำละลายอย่างเฮกเซนสกัดดอกสดให้ได้เนื้อหอมข้นก่อน แล้วจึงนำมาล้างด้วยเอทานอลอีกขั้นหนึ่ง การนำดอกไปแช่แอลกอฮอล์เฉย ๆ ข้ามขั้นตอนแรกไปทั้งหมด
ข้อสอง ปริมาณดอกที่เราใช้ห่างจากสเกลจริงมาก
ดอก 4 กิโลกรัมตลอดการทดลอง เทียบกับหลักพันถึงหลักหมื่นกิโลกรัมที่ใช้ผลิตสารสกัด 1 กิโลกรัม ระยะห่างนี้ไม่ใช่เรื่องของเทคนิค แต่เป็นเรื่องของขนาด
ข้อสาม ดอกที่เราได้ ไม่ใช่ดอกที่สดพอ ณ เวลาที่ลงมือ
ข้อนี้เราเพิ่งเข้าใจทีหลังสุด และมันย้อนกลับไปที่สิ่งที่เจ้าของสวนบอก ดอกซ่อนกลิ่นสำหรับงานสารหอมต้องเข้ากระบวนการภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเก็บ แต่ดอกของเราถูกส่งข้ามจังหวัดมา และตอนที่มาถึง เราต้องคัดดอกช้ำและเน่าเสียออกก่อนด้วยซ้ำ
กลิ่นที่ควรจับได้ตอนห้าโมงเย็นที่แปลง ไม่ได้อยู่ในดอกชุดนั้นแล้วตั้งแต่ก่อนเราเริ่ม
วิธีสกัดกลิ่นจากดอกไม้ที่เราได้รู้จักหลังจากนั้น
| วิธี | ทำอย่างไร | ข้อจำกัด |
|---|---|---|
| แช่แอลกอฮอล์ (สิ่งที่เราทำ) | แช่ดอกในแอลกอฮอล์ เปลี่ยนดอกเป็นรอบ ๆ | ทำเองได้ที่บ้าน แต่ไม่ใช่กระบวนการที่ใช้ผลิตสารหอมจริง |
| สกัดด้วยไขมัน | ให้ไขมันดูดซับกลิ่นจากดอกสด มีทั้งแบบเย็นและร้อน | ใช้แรงงานสูงและกินเวลามาก |
| สกัดด้วยตัวทำละลาย | ใช้เฮกเซนสกัดเป็นเนื้อหอมข้น แล้วล้างด้วยเอทานอล | ต้องใช้สารเคมีและอุปกรณ์เฉพาะ |
| สกัดด้วย CO₂ | ใช้คาร์บอนไดออกไซด์ภายใต้ความดัน | ต้องใช้เครื่องมือและการควบคุมกระบวนการเฉพาะทาง |
หลังจากนั้นเราติดต่อหน่วยงานราชการหลายแห่งที่รับสกัด เพื่อถามว่าวิธีไหนน่าจะเหมาะกับดอกซ่อนกลิ่น และไปเรียนเรื่องการสกัดเพิ่มด้วยตัวเอง
ยิ่งศึกษาเรายิ่งพบว่า กลิ่นของดอกไม้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิธีสกัดอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับสภาพของดอก ช่วงเวลาที่เก็บ ฤดูกาล การขนส่ง และการดูแลดอกก่อนเข้ากระบวนการ
สิ่งที่เราได้กลับมาแทนกลิ่น
การทดลองครั้งแรกไม่ได้ให้กลิ่นดอกซ่อนกลิ่นอย่างที่เราต้องการ แต่ให้คำถามใหม่กลับมาเป็นชุด และคำถามเหล่านั้นเองที่พาเราไปเรียนเรื่องน้ำมันหอมระเหย การสกัดพืชหอม และศาสตร์การปรุงกลิ่นต่อ จนกลายมาเป็นเส้นทางของ AROMAYU และเรื่องของปลาตะเพียนกระจายกลิ่น ที่ตามมาทีหลัง
ทุกวันนี้เวลาเลือกวัตถุดิบสำหรับกลิ่นในกลุ่ม Relax & Balance หรือสมุนไพรไทยที่เราเลือกใช้ สิ่งแรกที่เราถามไม่ใช่ว่ามันหอมแค่ไหน
แต่ถามว่าเก็บตอนไหน และใช้เวลาเดินทางมาถึงเรานานเท่าไหร่
คำถามนั้นเราได้มาจากขวดที่ไม่มีกลิ่นเพียงใบเดียว
ในบทความต่อไป เราจะเล่าว่าการตามหาวิธีสกัดที่เหมาะกับดอกไม้ไทยพาเราไปพบอะไรบ้าง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับดอกซ่อนกลิ่น
ได้ ดอกซ่อนกลิ่นหรือ Tuberose เป็นวัตถุดิบที่วงการน้ำหอมสากลใช้จริงมาอย่างยาวนาน และจัดเป็นวัตถุดิบกลุ่มราคาสูง แต่การนำกลิ่นออกจากดอกต้องใช้กระบวนการที่เหมาะสม เพราะกลิ่นของดอกละเอียดอ่อนและเปลี่ยนแปลงได้เมื่อผ่านความร้อนหรือกระบวนการที่ไม่เหมาะ
ไม่ใช่ การแช่ดอกไม้ในแอลกอฮอล์ไม่ใช่การกลั่นหรือการสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยตรง สิ่งที่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ สัดส่วน ระยะเวลา และขั้นตอนหลังการแช่ จากการทดลองของเราที่ใช้ดอกรวม 4 กิโลกรัม แช่ 4 รอบและบ่มต่อ 6 เดือน กลิ่นแอลกอฮอล์ยังเด่นกว่ากลิ่นของดอกซ่อนกลิ่น
งานวิจัยในประเทศไทยศึกษาทั้งการสกัดด้วยไขมันแบบเย็นและร้อน รวมถึงตัวทำละลายอย่างเฮกเซนและปิโตรเลียมอีเทอร์ ส่วนในอุตสาหกรรมสารหอมยังมีกระบวนการอื่น เช่น การสกัดด้วย CO₂ ซึ่งต้องใช้อุปกรณ์และการควบคุมกระบวนการเฉพาะทาง
จากที่เจ้าของสวนในขอนแก่นบอกเรา ดอกซ่อนกลิ่นจะหอมที่สุดช่วงเย็น ประมาณห้าโมง ซึ่งสอดคล้องกับแนวปฏิบัติในอุตสาหกรรมน้ำหอมที่เก็บดอกด้วยมือในช่วงรุ่งสางหรือพลบค่ำ อันเป็นช่วงที่ดอกปล่อยกลิ่นสูงสุด และนำเข้าสู่กระบวนการภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเก็บ
ในไทยมีความเชื่อที่ผูกดอกซ่อนกลิ่นไว้กับงานอวมงคล ทำให้หลายคนไม่นิยมปลูกไว้ในบ้าน แต่ในวงการน้ำหอมสากล ดอกชนิดเดียวกันนี้คือวัตถุดิบชั้นสูงที่ใช้ในน้ำหอมระดับพรีเมียมมาหลายสิบปี ความหมายของดอกไม้จึงขึ้นอยู่กับบริบททางวัฒนธรรม ไม่ใช่ตัวดอกเอง